free web hosting | free hosting | Business Hosting Services | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

ภาษาท่ารำ

Welcome to Ariya Group
คลิ๊กเพื่อเข้าสู่เว็บไซต์  รวมพลคนอยาก รำ เต้น เล่นดนตรี ==> http://www.geocities.com/ariyagroup2002/


Up


FastCounter by bCentral
 

truehits-logo

ภาษาท่ารำ
อวัจนภาษาในความเคลื่อนไหว

ธรรมจักร พรหมพ้วย

นาฏยศิลป์ไทยหรือศิลปะการฟ้อนรำของไทยมีบทบาทต่อวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของชาวไทยมาช้านาน มีการพัฒนาและสร้างรูปแบบจนมีอัตลักษณ์ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะคลาสสิค เช่นเดียวกับนาฏยศิลป์สกุลอื่นของโลก เช่น บัลเล่ต์หรือนาฏยศิลป์อินเดีย ลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของนาฏยศิลป์ คือ การที่ผู้ดูจะต้องมีความรู้และความเข้าใจในระบบสัญญะ (Semiology) ของการแสดงจึงจะสามารถซาบซึ้งและเข้าถึงความหมายที่แฝงในงานศิลปะประเภทนี้ได้ การแสดงท่าทางที่มีนัยแฝงนี้จึงทำให้ "ภาษาท่ารำ" ในนาฏยศิลป์ไทยเป็นอวัจนภาษา (Nonverbal Language) ที่พัฒนารูปลักษณ์จากภาษาพูดไปสู่ภาษาท่าที่สามารถสื่อความหมายหรือเล่าเรื่องให้ผู้ดูเข้าใจโดยใช้การเคลื่อนไหวของร่างกายเป็นสื่อในการถ่ายทอด ทั้งยังสามารถแสดงถึงอารมณ์ของตัวละครที่กำลังสื่อสารกับผู้ดูว่าอยู่ในภาวะใดได้อีกทางหนึ่งด้วย การฝึกหัดนาฏยศิลป์ไทยให้ความสำคัญกับการสื่อความหมายด้วยภาษาท่านี้ เรียกว่า "ตีบท" หรือ "ใช้บท" ซึ่งต่อมามีการรวบรวมและเรียบเรียงจนเป็นแบบแผนถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเกิดเป็นภาษาเฉพาะทางเรียกว่า "นาฏยศัพท์" ภาษาท่ารำนี้ ปรากฏในศิลปะการแสดงของไทย เช่น ละครรำประเภทต่างๆ และโขน เป็นการเคลื่อนไหวที่สามารถสื่อความหมายและเล่าเรื่องราวโดยการเลือกสรรและสร้างสรรค์ท่าทางทั้งที่เป็นการเลียนแบบกิริยาตามธรรมชาติหรือกำหนดความหมายที่สามารถเข้าใจและสื่อสารกันได้ในกลุ่มชมที่มีพื้นฐานวัฒนธรรมเดียวกัน เช่น กิริยาที่ใช้มือซ้ายจีบเข้าที่หว่างอก มีความหมายว่า "ตัวเรา" กิริยาที่ใช้มือทาบกันระหว่างอก มีความหมายว่า "รัก" เป็นต้น ท่ารำแต่ละท่าสามารถให้ความหมายได้หลายอย่างและในขณะเดียวกัน ความหมายอย่างหนึ่งก็สามารถใช้ท่ารำได้หลายท่า ภาษาท่ารำสามารถใช้แทนคำพูด ขยายความ หรือความหมายของกลอนบทละครหรือบทสนทนาระหว่างตัวละครได้ บางครั้งก็แสดงความหมายในตัวเองได้โดยมิต้องใช้วัจนภาษาประกอบ มีลักษณะคล้ายภาษาใบ้ (Mime) ในบัลเล่ต์ (เช่น หากนักเต้นใช้นิ้วชี้ที่นิ้วนางมือซ้าย ก็มีความหมายถึงการแต่งงาน) ท่ารำไทยนี้ยังสามารถสะท้อนรูปแบบของสังคมในสมัยศักดินา เพราะมีการเลือกใช้ท่ารำให้เหมาะสมกับยศและบรรดาศักดิ์ของตัวละคร

ภาษาท่ารำในนาฏยศิลป์ไทยนี้สันนิษฐานว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากการแสดงท่ามือในนาฏยศิลป์อินเดียที่ใช้มือและแขนเป็นองค์ประกอบหลักสามารถให้ความหมายได้โดยตรงและโดยนัย ในคัมภีร์นาฏยศาสตร์ ของภรตมุนี ซึ่งถือเป็นตำราทฤษฎีนาฏยศิลป์ที่สำคัญเล่มหนึ่ง ได้กล่าวถึงความสามารถของการใช้มือเพียงมือเดียวทำท่าที่มีความหมายได้ 24 ท่า ท่าสองมือที่มีความหมายมี 13 ท่า และท่าสองมือที่ไม่มีความหมายแต่ใช้เพื่อประกอบการฟ้อนรำให้งดงามอีก 30 ท่า นอกจากนี้ยังได้กำหนดโครงสร้างท่ารำให้เป็นแม่บท เรียกว่า "กรณะ" ทั้งสิ้น 108 ท่า ซึ่งเป็นท่าที่พระอิศวรร่ายรำเพื่อเป็นแบบอย่างให้กับมนุษย์ เราจึงนับถือพระอิศวรว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการฟ้อนรำ หรือ "ศิวนาฏราช"

การฟ้อนรำของไทยมีลักษณะโครงสร้างของท่ารำคล้ายคลึงกับนาฏยศิลป์จากดินแดนชมพูทวีป ท่ารำต่างๆ จึงประกอบไปด้วยการใช้ร่างกายส่วนต่างๆ ประกอบกันทั้ง ศีรษะ ลำตัว แขน มือ ขา เท้า แม้กระทั่งดวงตาที่ต้องสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ ท่ารำเหล่านี้เมื่อปฏิบัติแล้วจึงจะเกิดความหมายสื่อให้ผู้ดูสามารถเข้าใจถึงการกระทำและความรู้สึกของตัวละคร ในพื้นฐานของท่ารำไทยนั้น ประกอบขึ้นจากท่าพื้นฐาน เช่น จีบ ตั้งวง ยกเหลี่ยม กระดกเท้า เอียงศีรษะ บุรพจารย์ได้นำท่าเหล่านั้นมาจัดวางองค์ประกอบให้ได้ความงามในเชิงสุนทรียะ แล้วกำหนดชื่อเรียกเฉพาะเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำและการถ่ายทอด เช่น ท่าสอดสร้อยมาลา ก็เกิดจากการเลียนกิริยาของชาวไทยที่นิยมการร้อยหรือกรองดอกไม้ให้เป็นอุบะมาลัย ปรมาจารย์ผู้สร้างสรรค์ได้นำเอาวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตประจำวันมาผสานสร้างเป็นท่ารำต่างๆ ดังจะได้ยกตัวอย่างท่ารำที่แสดงความหมาย เช่น

  • ท่าเทพนม หมายถึง การเคารพ บูชา สักการะ หรือใช้กับนามเฉพาะ เช่น พระมหากษัตริย์ บิดามารดา
  • ท่าพรหมสี่หน้า หมายถึง ความยิ่งใหญ่ มโหฬาร หรือการสวมใส่ศิราภรณ์ เช่น มงกุฎ และยังใช้แทนการกล่าวถึงพระพรหมด้วย (สังเกตว่า ท่าทั้งสองสะท้อนอิทธิพลวัฒนธรรมอินเดียที่นับถือเทพและพรหมว่าเป็นผู้สร้าง)
  • ท่าเฉิดฉิน หมายถึง ความสวยงาม ดีงาม
  • ท่ากวางเดินดง ใช้เป็นท่าเฉพาะของตัวละครที่แสดงเป็นกวาง (ใช้มือเลียนแบบเขาของกวาง)
  • ท่าหงส์บิน ใช้เป็นท่าที่แสดงถึงสัตว์ที่มีปีก เช่น นก ไก่ นกยูง หงส์ กินรี กินรา เป็นต้น

ยังมีความหมายในภาษาท่ารำอีกมากมายซึ่งไม่อาจนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้ได้หมด บางท่าก็เป็นเพียงการแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกผ่านสายตาและดวงหน้า เรียกว่า "ใช้หน้า" ซึ่งถือเป็นเทคนิคที่จะต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติให้สวยงามจนชำนาญ การฝึกหัดนาฏยศิลป์ไทยที่ดีนั้นนอกเหนือจากการจดจำท่ารำต่างๆ ได้อย่างแม่นยำแล้วควรที่ได้ศึกษาอย่างลึกซึ้งถึงที่มาและความหมายของภาษาท่ารำนั้นๆ ซึ่งการฝึกนี้เรียกว่า "ตีบท" หรือ "ใช้บท" มีหลักการและวิธีปฏิบัติที่จะต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และปฏิภาณของผู้แสดง ในเบื้องต้นนั้นจำเป็นที่จะต้องเริ่มจากการรำตามครู และพยายามสังเกตเพื่อเก็บรายละเอียดวิธีการปฏิบัติให้เหมือนครู แล้วจดจำทำความเข้าใจระหว่างท่ารำและความหมาย เพราะเมื่อออกแสดงจนชำนาญจะสามารถนำเอาท่ารำที่ครูสอนเหล่านี้มาปฏิบัติเองด้วยปฏิภาณ การจดจำและเลียนแบบให้เหมือนครูมากที่สุดจึงจะทำให้รักษาเอกลักษณ์ของท่ารำและวิธีการปฏิบัติให้สืบต่อไปได้อย่างไม่บกพร่อง เมื่อปฏิบัติให้ถูกต้องงดงามแล้ว ก็ต้องฝึกซ้อมโดยทำซ้ำพร้อมทั้งศึกษาบทละคร บุคลิก และอารมณ์ของตัวละครโดยละเอียด แล้วใส่อารมณ์ไปพร้อมกับการปฏิบัติท่า ทั้งนี้ต้องคำนึงอุปนิสัย สถานภาพ ยศ บรรดาศักดิ์ เป็นสำคัญด้วย เช่น ตัวละครที่เป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ เช่น พระราม อิเหนา ย่อมต้องมีบุคลิกที่ภูมิฐาน สง่างาม สมเป็นกษัตริย์ มีความละเอียดอ่อนในท่ารำ จึงไม่สามารถใช้ท่าของตลกหรือจำอวดได้ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงประเภทของการแสดงว่าเป็นละครประเภท มีวิธีการนำเสนอแบบใด เช่น หากเป็นละครใน ก็มุ่งเน้นที่ความวิจิตร ละเอียดอ่อนของท่ารำ เพราะต้องร่ายรำกับทำนองเพลงที่แช่มช้าสามารถใส่รายละเอียดท่ารำได้มาก หากเป็นละครนอกก็สามารถรำโดยรวบรัดตัดความ ใช้ท่าแต่น้อยหรือใช้ท่าที่เจือด้วยความตลกโปกฮาหรือหยาบโลนได้บ้าง

ในปัจจุบันแม้ว่าศิลปะการฟ้อนรำมิได้มีบทบาทต่อคนในสังคมโดยตรงเหมือนเช่นในอดีต ทว่าวัฒนธรรมของคนไทยก็ยังมีความผูกพันกับนาฏยศิลป์อยู่บ้าง เช่น หากคุณมีโอกาสได้ชมการแสดงโขนหรือลิเก ก็สามารถที่เข้าใจถึง "สาร" ที่ตัวละครกำลัง "สื่อ" กับคุณอยู่ มิใช่เพียงการเสพศิลป์เพื่อความบันเทิงส่วนตนเพียงอย่างเดียว ภาษาท่ารำนี้มีลักษณะเป็นพลวัตเหมือนอย่างภาษาประเภทอื่น กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา สภาพแวดล้อมและความนิยมของผู้แสดงและผู้ชม รวมทั้งอิทธิพลจากการครอบงำทางวัฒนธรรมของสื่อและศิลปะการแสดงแขนงอื่นๆ อาจทำให้ภาษาท่ารำนี้กลายเป็น "ภาษาตาย" ที่ไม่มีใครรู้จักหรือเข้าใจและเสื่อมสลายไปในอนาคต ถึงเวลาแล้วหรือยังที่นาฏยศิลปินจะต้องสำนึกในภูมิปัญญาของบุพาจารย์ทางด้านนาฏยศิลป์ที่สามารถรังสรรค์งานศิลปะอันสูงส่งนี้ให้ถ่ายทอดสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันได้ อย่าให้ท่ารำเป็นเพียงภาพจำหลักหรือรูปถ่ายในหนังสือที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจความหมายได้อีกในอนาคต

รายการอ้างอิง

ศ.ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์, นาฏยศิลป์ปริทรรศน์ : Introduction to Performing Arts. พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544).

ธนิต อยู่โพธิ์, ศิลปะละคอนรำหรือคู่มือนาฏศิลปไทย. (กรุงเทพฯ : ศิวพรการพิมพ์, 2498).

ผศ.ผุสดี หลิมสกุล, แนวทางการฝึกนาฏยศิลป์ไทยเบื้องต้น. (เอกสารประกอบการสอนวิชาทักษะนาฏยศิลป์ไทย ภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537).

จาตุรงค์ มนตรีศาสตร์, นาฏศิลปศึกษา. (กรุงเทพฯ : อักษรสยามการพิมพ์, 2519).

อวยพร พานิช และคณะ, ภาษาและหลักการเขียนเพื่อการสื่อสาร. (กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544).

ดร.กาญจนา แก้วเทพ, ศาสตร์แห่งสื่อและวัฒนธรรมศึกษา. (กรุงเทพฯ : คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544).