free web hosting | website hosting | Business Web Hosting | Free Website Submission | shopping cart | php hosting

นาฏยศิลป์ตะวันตก

Welcome to Ariya Group
คลิ๊กเพื่อเข้าสู่เว็บไซต์  รวมพลคนอยาก รำ เต้น เล่นดนตรี ==> http://www.geocities.com/ariyagroup2002/


Up


FastCounter by bCentral
 

truehits-logo

นาฏยศิลป์ตะวันตก (Western Dance)

มนุษย์มีความทรงจำเกี่ยวกับการเต้นรำในอดีตของตนที่แตกต่างกันออกไป บางคนถูกห้ามไม่ให้เต้นรำเพราะเป็นการละเมิดข้อห้ามทางศาสนา เข่นเดียวกันกับการห้ามกินหมูในศาสนาอิสลาม และการกินปลาในเฉพาะวันศุกร์ของศาสนาคริสต์บางนิกาย ในปัจจุบันสังคมไทยของเราได้มองรูปแบบการเต้น หรือ Dance ก็เฉพาะแต่การเต้นประเภทหางเครื่องประกอบนักร้อง ซึ่งเป็นที่นิยมกันในธุรกิจคอนเสิร์ตและสถานเต้นรำซึ่งวันรุ่นนิยมไปเที่ยวกันในเวลากลางคืน ความนิยมต่างๆ เหล่านี้ หากจะย้อนไปในอดีตเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา วัยรุ่นทั้งหลายซึ่งปัจจุบันได้กลายมาเป็นพ่อแม่ของวันรุ่นสมัยนี้ก็จะสนุกสนานกับการเต้นบอลรูม (Ballroom Dance) ลักษณะการเต้นที่เรียกได้ว่าชายหญิงหายใจรดกัน ผู้ชายจะลากผู้หญิงไปรอบๆ ฟลอร์เต้นรำด้วยจังหวะ Tango, Waltz, ตะลุง ฯลฯ ด้วยเพลงที่บรรเลงโดยวงดนตรีสุนทราภรณ์ หรือวงดนตรีอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน

แต่เดิมมา ในประเทศไทยไม่มีการเรียนการสอนเต้นรำในโรงเรียนอย่างแพร่หลาย จะมีก็เพียงแต่การเรียนรำไทย เช่น ในโรงเรียนอนุบาลปฐมวัย เมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว หลังจากเคารพธงชาติจะมีการสอนรำแม่บทประมาณครึ่งชั่วโมง เวลารับประทานอาหารก็จะให้นักเรียนเข้าแถวปรบมือร้องเพลง เดินไปโรงอาหาร นอกจากนั้น ยังส่งนักเรียนรำไทยไปประกวดออกรายการโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหมในสมัยนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในวัยเด็กจนถึงวัยรุ่น ทำให้แต่ละคนจะมีประสบการณ์ในเรื่องการเต้นรำและความกล้าแสดงออก คนที่ได้รับการส่งเสริมในวัยเด็ก วัยรุ่น จากโรงเรียนหรือผู้ปกครอง บางคนรักที่จะเรียนรู้หรือหาทางศึกษาต่อ แต่สืบเนื่องมาจากค่านิยมของสังคมในเรื่องการเต้นกินรำกินในสมัยนั้นทำให้การเรียนรำไทยหรือการเต้นรำแบบตะวันตกจำกัดอยู่ในวงแคบหรือในสถาบันการศึกษาเฉพาะทาง เช่น วิทยาลัยนาฏศิลป เท่านั้น บางคนไม่กล้าที่จะเรียนทางด้านนี้ก็จะหันเหไปเรียนทางด้านอื่นไป

Dance เป็นสิ่งที่น่าติดตาม คนที่มีประสบการณ์ในการเต้นแล้ว บางครั้งจะรู้สึกว่าเราเต้นได้ดี แต่คนอื่นๆ จะรู้สึกว่าเราเต้นไม่ดีเท่าที่ควร ในทางตรงกันข้าม บงครั้งเรารู้สึกว่าเราเต้นไม่ดี แต่คนอื่นๆ กลับบอกว่าเราทำได้ดี กฎเกณฑ์ของ Dance ในบางครั้งจะดูเคร่งครัดและสับสน จะมีการสื่อความหมายที่แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกันกับภาษาในแต่ละสังคมมนุษย์ทั่วโลก แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญของมนุษย์และมักจะถูกมองข้าไป คือ มนุษย์มีร่างกายเป็นเครื่องมือที่จะใช้แสดงความหมายออกมาให้มีพลังและความรู้สึก ตามรสนิยม ความงาม ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้น เราจึงสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด ธรรมชาติของมนุษย์ ลักษณะนิสัยใจคอและลักษณะสังคมของมนุษย์ได้โดยศึกษาจาก Dance แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่กระทำโดยง่ายเหมือนกับการอ่านหนังสือ เพราะต้องอาศัยกระบวนการวิเคราะห์และวิจัยโดยอาศัยข้อมูลที่เชื่อถือได้

ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างกันในเรื่องเพศ คือ ผู้ชายจะเคลื่อนไหวร่างการได้อย่างเปิดเผยมากกว่าผู้หญิง ในรำไทย ตัวพระจะนั่งเปิดเข่า ตัวนางจะนั่งปิดเข่าหนีบเข้าหากัน หรือในระบำพื้นเมืองตะวันตก ผู้ชายจะยกขาได้สูงและเปิดเผยมากกว่าผู้หญิง ในบัลเล่ต์ ผู้หญิงมักจะถูกพยุงด้วยไว้โดยผู้ชาย เมื่อสังเกตจาก Dance ทั่วลก จะเห็นได้ว่า บัลเล่ต์มีความอ่อนน้อมถ่อมตนน้อยกว่าระบำอย่างอื่น เช่น ผู้หญิงสามารถยกขาสูงได้ หรือผู้ชายสามารถอุ้มผู้หญิงและยกให้ลอยสูงในอากาศได้ โดยจะเน้นเรื่องการใช้สอยส่วนต่างๆ ของร่างกาย และพลังงานทางด้านเพศ มากกว่าระบำชนิดอื่นๆ ทั้งยังแสดงให้เห็นการเหนือความจริง (Surrealist) ไม่ติดดิน และเหมือนกับจะลอยหนีไปจากโลกในระหว่างการแสดง นอกจากนี้การแตะต้องเนื้อตัวระหว่างเพศชายและเพศหญิงก็เป็นไปโดยไม่มีข้อจำกัด

การที่จะทำความเข้าใจในเรื่อง Dance นั้น ทุกคนควรจะต้องเปิดกว้างและเข้าใจถึงวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังอันเป็นจุดกำเนิด จากประสบการณ์ทางการเฝ้าดู Dance จากทั่วโลก ผู้สอนมีความเห็นว่า Dance ส่วนใหญ่ได้ให้บริการในด้านบันเทิง การยอมรับความงานใน Dance ในแต่ละท้องถิ่นจะแตกต่างกันไป เช่น นักเต้นระบำอินเดียอาจจะมีรูปร่างที่อ้วน ผิดไปจากนักเต้นบัลเล่ต์

ปัจจุบันมีการเรียนรู้ในเรื่อง Dance มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถึงกับแบ่งเป็นวิชาย่อยๆ แยกจากกันโดยเด็ดขาด เช่น ประวัตินาฏยศิลป์ การวิจารณ์นาฏยศิลป์ การออกแบบท่าเต้น ฯลฯ ทำให้มุมมองของ Dance ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อย่างไนก็ตาม ต้องเข้าใจว่า Dance แม้จะอยู่ในทุกสังคมมนุษย์ แต่บทบาทของ Dance ในแต่ละสังคมนั้นไม่เหมือนกันเลย Dance จะมีการพัฒนาต่อเรื่องกันไปเรื่อยๆ มีทั้งการเปลี่ยนแปลง การปรับปรุง หยิบยืมเอาไปใช้จากสังคมหนึ่งไปอีกสังคมหนึ่ง หรือจากอดีจนถึงปัจจุบัน สุดที่จะคาดเดาได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในวงการ สร้างความตื่นเต้นชวนติดตามอยู่ตลอดเวลา ความถี่ของการเปลี่ยนแปลงในวงการ Dance เปลี่ยนไปเป็นเงาตามตัวของการเปลี่ยนแปลงในมวลหมู่มนุษยชาติ เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ตามประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ โดยไม่มีจุดจบ

พลังของการเต้น (Power of Dance)

พลังของการเต้น เกิดจากแรงกดดันภายในที่ทำให้เราอยากจะเคลื่อนไหวและเป็นจุดแรกที่ทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เรียกได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นของ Dance สิ่งนี้จะเหมือนกันทุกชาติ ทุกภาษา การเต้นในราชสำนัก การเต้นในงานศพ งานแต่งงาน การเต้นเพื่อรักษาพยาบาล (เช่น ฟ้อนผีมดผีเม็ง ทางภาคเหนือของประเทศไทย) การเต้นเพื่อความขบขัน เร่งเร้าให้คนดูคล้อยตามการเต้นขอฝน บูชาเทพเจ้า หรือการเต้นเพื่อเล่าเรื่อง เหล่านี้ต่างก็สร้างความงามที่ไม่สามารถเขียนออกมาเป็นคำพูดได้ ไม่มีจุดจบหรือข้อจำกัดความแต่ความงามเหล่านั้นต้องขึ้นอยู่กับผู้ชมที่จะมีความรู้สึกโต้ตอบไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเห็นการเต้นเพื่อศาสนกิจ เป็นการเต้นที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งเรื่องนี้อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดอันอาจมีสาเหตุมาจากความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมอันอาจนำไปสู่ความโกรธแค้นขุ่นเคืองต่อเนื่องไปจนถึงความทารุณโหดร้ายได้

ความเป็นมาและพัฒนาการของการเต้นรำ

มนุษย์เรามีความคล้ายคลึงกับสัตว์ ในเรื่องของการใช้ความเคลื่อนไหว (Movement) เป็นสื่อของการแสดงออกของอารมณ์ เช่น งอตัวเมื่อได้รับความเจ็บปวด หรือสวมกอดคนที่เรารัก แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์แตกต่างไปจากสัตว์อย่างเห็นได้ชัด คือ การเต้นรำ (Dance) ซึ่งหมายถึงการเต้นรำที่มีการผูกท่าและประดิษฐ์ท่าเต้น พัฒนาไปจนเกิดความหมายและน่าติดตาม

Dance สามารถบอกเรื่องราว แสดงอารมณ์หรือเป็นเพียงการแสดงลีลา แปรขบวนแถวอย่างประณีต ตามที่ผู้ออกแบบท่าเต้น (Choreographer) ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้ารวบรวมลีลาต่างๆ แล้วผูกร้อยเข้ากันเป็นชุดการแสดง ถ่ายทอดอกมา การเต้นรำมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก และการแสดงความหมายด้วยลีลาของการเต้นจะแตกต่างกันออกไป เช่น คำสั่งให้หยุด เข้ามา ไปได้ หรือ สันติภาพ ในแต่ละแห่งกำหนดลีลาที่หลากหลายแต่สามารถสื่อความหมายได้ตามที่ต้องการ

Dance เป็นศิลปะเก่าแก่ที่สุดแขนงหนึ่งของโลก พัฒนามาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (Primitive dance) ในรูปแบบของการแสดงความรู้สึกและปฏิกิริยาตอบโต้ มนุษย์ดึกดำบรรพ์แสดงท่าล้อเลียนสัตว์และปรากฏการณ์ต่างๆ ทางธรรมชาติ กระโดเป็นจังหวะเพื่อเป็นการเอาใจ หรือ บวงสรวงบูชา หรือพลีกรรมต่อพลังอาถรรพ์ของธรรมชาติ การเต้นรำในสมัยนั้นมักจะมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสงครามการต่อสู้ หรือภูติผีปิศาจ และกล่าวได้ว่า ได้พัฒนาควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงอารยธรรมของโลก แม้แต่ในพระคัมภีร์ไบเบิลทางศาสนาคริสต์ มีหลายบทที่ได้กล่าวถึงการเต้นรำ และเช่นเดียวกัน อารยธรรมกรีกสมัยโบราณได้ใช้การเต้นรำเป็นสื่อแสดงออกของจิตใจและร่างกายอย่างสมดุล Dance ได้กลายมาเป็นส่วนสำคัญในการฉลองการแต่งงาน พิธีทางศาสนา กองทัพ หรือแม้กระทั่งงานศพ เป็นสิ่งก่อให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือเป็นศูนย์รวมที่สำคัญของมนุษย์

ในกาลเวลาต่อมา Dance ได้ถูกนำมาใช้ในกิจกรรมเพื่อตัวมนุษย์เอง แทนที่จะเพื่อศาสนาหรืออำนาจต่างๆ ตามความเชื่อของมนุษย์ Dace นอกจากจะเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นราชสำนักแล้ว ยังเป็นประโยชน์ในทางกายภาพขงมนุษย์อีกด้วย เคยมีเรื่องเล่ากันว่า กัปตัน Cook ได้ออกคำสั่งให้ลูกเรือเต้น “Hornpipe” ในยามว่างเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บในระหว่างการเดินเรือระยะทางไกล นอกจากนี้ Carlo Blasis ผู้ยิ่งใหญ่ทางประวัติศาสตร์การเขียนตำราบัลเล่ต์กล่าวว่า การเต้นรำสามารถเสริมสร้างประโยชน์ให้ผู้หญิงมีร่างกายแข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ อาจเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า ศิลปินหญิงหลายท่านยังกระฉับเฉงอยู่ แม้อายุจะเกิน 70 ปีแล้วก็ตาม

ในปัจจุบันวัตถุประสงค์ของ Dance แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

    1. เพื่อประโยชน์แก่ตัวนักเต้น (Dancer) เอง เข่น เพื่อกิจกรรมทางสังคม การเต้นรำบอลรูมในงานสังคมชั้นสูง การเต้นรำในงานแต่งงานของชาวยิว
    2. เพื่อผู้อื่น เช่น ระบำพื้นเมือง การแสดงและการบันเทิง Theatrical

Dancing ซึ่งปรากฏในซีกโลกตะวันตกทุกวันนี้ มีต้นกำเนิดมาจากระบำพื้นเมืองที่มีชีวิตชีวา และระบำในราชสำนักในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance)

อย่างไรก็ตาม Dance ที่แพร่หลายเป็นที่นิยมและได้รับการยอมรับนับถือจากอารยชนทั่วโลก ได้แก่ บัลเล่ต์ (Ballet) และโมเดิร์นด๊านซ์ (Modern Dance)

Classical Ballet มีแบบฉบับที่แน่นอนตายตัว ประกอยด้วยกฏเกณฑ์ต่างๆ สำหรับการจัดสรีระเพื่อความสมดุล และการเคลื่อนไหวภายใต้สภาวะบังคับ “The Dance d’ Ecole” คือการนำเอาการเคลื่อนที่ การจัดสรีระ และท่าเต้น มาประกอบกันเป็นแม่บทของ Dance วางรากฐานกันมานานถึง 400 ปี โดยนักเต้น (Dancer) ผู้ออกแบบท่าเต้น (Choreographer) และครูฝึก (Ballet Master) เช่นเดียวกับแม่บททางการละคร ภาษาของ Dancer ได้ถูกเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงอยู่เสมอตั้งแต่สมัยก่นประวัติศาสตร์เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

Modern Dance มีแบบฉบับที่ใหม่กว่า สลัดทิ้งประเพณีและระเบียบแบบแผนของบัลเล่ต์ มาสนใจในความเป็นตัวของตัวเอง ลีลาและเทคนิคการเต้น เกิดขึ้นจากความต้องการของนักเต้นและผู้ออกแบบท่าเต้น ซึ่งนำรสนิยมส่วนตัวมาจัดสร้างเป็นแบบฉบับ แม้จะเกิดขึ้นเมื่อไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ แต่ Modern Dance สามารถเปลี่ยนโฉมได้อย่างรวดเร็วและยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ถึงแม้ว่าบัลเล่ต์จะดูเหมือนเครื่องจักรกล หรือดูเย็นชา แต่ได้มีผู้คำนวณว่าท่าบัลเล่ต์ที่ปรากฏอยู่ในโลกนี้ มีจำนวนถึง 39,550 ท่า รวมท่าพลิกแพลงต่างๆ นับได้ราว 1.5 พันล้านท่า พัฒนาการของการเต้นบัลเล่ต์ดำเนินไปได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านฉาก แสง เสียง เครื่องแต่งกาย และที่สำคัญ คือ สภาพและความสามารถของนักเต้น เช่น เมื่อ 150 ปีมาแล้ว Marie Taglioni สามารถยกขาของเธอได้แค่ 90 องศา ในท่า Arabesque แต่ในปัจจุบัน แม้เด็กขั้นกลาง (Intermediate) สามารถยกขาได้สูงกว่าระดับ 100 องศา เป็นต้น Modern Dancer แสดงท่าที่สะท้อนถึงอารมณ์ ในขณะที่ Ballet Dancer ใส่อารมณ์เข้าไปในลีลา เพื่อยกตัวให้เกิดความหมายอย่างลึกซึ้ง ต่างกับ Gymnastic ซึ่งเป็นกีฬาประเภทหนึ่งเท่านั้น

ทั้ง Ballet และ Modern Dance เป็นการแสดงที่รวมเอาลีลา เพลง ความยืดหยุ่นโดยนักเต้น ผู้ออกแบบฉากและเครื่องแต่งกาย คีตกวี มาเป็นผู้สร้างสรรค์งานให้สมดุล มีแนวทางของตนเอง มีจังหวะท่าทาง สัญลักษณ์ที่มีความหมายเพื่อประกอบให้เกิดผลงานที่น่าสนใจ

นราพงษ์  จรัสศรี
อาจารย์ประจำภาควิชานาฏยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เอกสารการสอนประกอบวิชาศิลปกรรมศาสตร์ปริทรรศน์ พ.ศ.2540